ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร vat คืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และการจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ

ต้องการจดทะเบียนบริษัทด้วยตนเอง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ดูรายละเอียดได้ที่ : จดทะเบียนบริษัทออนไลน์

ท่านใดต้องการบริการรับทำบัญชี ทางเรามีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้ใช้ฟรี สามารถออกเอกสารหน้าตาสวยงามผ่านโปรแกรมได้ ดูรายละเอียดที่นี่ : รับทำบัญชี

ดูคำอธิบายบทความในรูปแบบ VDO ที่ :

ประวัติผู้เขียน / ผู้สอน

ธเณศ คอมพิวเตอร์

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) คือ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด) หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat)

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ในปัจจุบันอยู่ที่ 7% สำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะอยู่ที่ 0% สำหรับการส่งออกสินค้าหรือส่งออกบริการ

ธุรกิจที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

อย่างไรก็ตามมีธุรกิจบางประเภทที่ถึงแม้ว่ายอดขายจะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) เนื่องจากกฎหมายยกเว้นให้ เช่น

  1. การขายพืชผลทางการเกษตร
  2. การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
  3. การขายปุ๋ย
  4. การขายปลาป่น อาหารสัตว์
  5. การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์
  6. การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  7. การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา
  8. การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ
  9. การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
  10. การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ
  11. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร
  12. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล
  13. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : มาตรา 80 – 82 เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม

ความหมายของภาษีขาย และภาษีซื้อ

ภาษีขาย (Output vat) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บจากลูกค้า เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ขายสินค้าให้กับบริษัท B โดยราคาขายก่อนภาษีมูค่าเพิ่ม อยู่ที่ 100 บาท ดังนั้นภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าจึงอยู่ที่ 7 บาท (7% ของมูลค่าสินค้า) ดังนั้นมูลค่ารวมที่เรียกเก็บจากลูกค้าคือ 107 บาท

ภาษีซื้อ (Input vat) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้จ่ายให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น บริษัท A ซื้อสินค้ามาจากบริษัท C ในราคาก่อนภาษีมูค่าเพิ่มที่ 40 บาท ภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บอยู่ที่ 2.8 บาท (7% ของมูลค่าสินค้า) ดังนั้นมูลค่ารวมที่จ่ายไปทั้งสิ้นคือ 42.8 บาท

วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

ผู้ประกอบการจะต้องรวบรวมภาษีขาย (Output vat) และภาษีซื้อ (Input vat) ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแต่ละเดือน มาคำนวณเพื่อชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรดังต่อไปนี้

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

หาก ภาษีขาย (Output vat) > ภาษีซื้อ (Input vat) บริษัทจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากร เนื่องจากมีภาษีมูลค่าที่เรียกเก็บจากลูกค้ามากกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเก็บจาก Supplier

หาก ภาษีซื้อ (Input vat) > ภาษีขาย (Output vat) บริษัทจะสามารถนำยอดส่วนเกินไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไป หรือจะขอภาษีคืนเป็นเงินสดก็ได้

จากตัวอย่างก่อน กรณีบริษัท A มีภาษีขายทั้งสิ้น 7 บาท มีภาษีซื้อทั้งสิ้น 2.8 บาท กรณีนี้ ภาษีขาย > ภาษีซื้อ ดังนั้นบริษัท A จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากรเป็นจำนวน 7 – 2.8 = 4.2 บาท

อย่างไรก็ตามตามสูตรดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจริงแล้วผู้ประกอบการไม่ได้เป็นผู้รับภาระภาษีมูลเพิ่มที่แท้จริง เนื่องจากภาษีขายก็เรียกเก็บมาจากลูกค้า ส่วนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็สามารถนำมาหักจากภาษีขายได้ ดังนั้นผู้ที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงคือผู้บริโภคสินค้าและบริการอย่างเราๆที่ไม่สามารถไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใครได้แล้วนั่นเอง ตามแผนภาพดังนี้

แผนภาพ Vat

โรงงาน B ขายสินค้า 200 บาท ภาษีขาย 14 บาท ให้โรงงาน C และโรงงาน B ซื้อสินค้า 100 บาท ภาษีซื้อ 7 บาท จากโรงงาน A ภาษีที่นำส่งสรรพากรคือ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = 14 – 7 = 7 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาษีขาย 14 บาทที่ต้องนำส่งนั้นโรงงาน B เรียกเก็บมาจากโรงงาน C ส่วนภาษีซื้อ 7 บาท ก็สามารถนำมาหักจากภาษีขายได้ ดังนั้นโรงงาน B ไม่ได้เป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง

โรงงาน C ขายสินค้า 300 บาท ภาษีขาย 21 บาท ให้ผู้บริโภคโดยตรง และโรงงาน C ซื้อสินค้า 200 บาท ภาษีซื้อ 14 บาท จากโรงงาน B ภาษีที่นำส่งสรรพากรคือ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = 21 – 14 = 7 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาษีขาย 21 บาทที่ต้องนำส่งนั้นโรงงาน C เรียกเก็บมาจากผู้บริโภค ส่วนภาษีซื้อ 14 บาท ก็สามารถนำมาหักจากภาษีขายได้ ดังนั้นโรงงาน C ไม่ได้เป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง

ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าจากโรงงาน C มูลค่ารวม 321 บาท มีภาษีซื้อ 21 บาท ไม่สามารถขอคืนภาษีจากใครได้อีกแล้ว ดังนั้นผู้บริโภคจึงเป็นผู้ที่รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ที่แท้จริง

จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point)

จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) หมายถึง จุดที่ผู้ประกอบการถูกกำหนดโดยกฎหมาย ว่ามีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่

สิทธิ : เรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ

หน้าที่ :

  1. จัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ หรือ ผู้รับบริการ
  2. นำยอดขาย ภาษีขาย ไปลงในรายงานภาษีขาย
  3. นำส่งภาษีให้กรมสรรพากร

จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) มีด้วยกัน 3 ข้อดังนี้

  1. มีการโอนกรรมสิทธิ์สินค้า
  2. ได้รับชำระราคาสินค้า
  3. ได้ออกใบกำกับภาษี

อันไหนเกิดก่อนให้ถือว่าอันนั้นเป็นจุดที่จะต้องเกิดภาษีขาย ผู้ขายจะต้องเรียกเก็บเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร

จุดรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม

หากเป็นการขายสินค้า จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าดังนั้นรูปแบบเอกสารสำหรับธุรกิจขายสินค้าจะมักออกเอกสาร “ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี”

หากเป็นการให้บริการ จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการรับชำระค่าบริการ ดังนั้นรูปแบบเอกสารสำหรับธุรกิจขายสินค้าจะมักออกเอกสาร “ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี”

แนะนำหลักสูตรเรียนออนไลน์

ธเณศ คอมพิวเตอร์

สำหรับท่านใดที่สนใจเรียนหลักสูตรออนไลน์ ดูรายละเอียดได้ดังนี้

  1. บัญชีภาษีสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่
  2. อบรมบัญชีออนไลน์ (เก็บชั่วโมง CPD CPA)

บัญชีภาษีสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ เน้นปูพื้นฐานให้สำหรับผู้ที่เพิ่งจดจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังไม่มีความรู้อะไรเลย

อบรมบัญชีออนไลน์ สามารถเก็บชั่วโมง CPD CPA ได้ (สำหรับผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชี)

ภาษีซื้อต้องห้าม

ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเคลมภาษีซื้อได้ทุกตัว เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ภาษีซื้อบางส่วนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีสูญหาย
  2. กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์
  3. ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกิจการ
  4. ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายจากการรับรอง
  5. ภาษีซื้อที่ออกโดยผู้ที่ไม่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี
  6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่

  1. ผู้ประกอบการที่มียอดขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) โดยยื่นแบบ ภพ.01 ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  2. ผู้ประกอบการที่ยอดขายสินค้าหรือให้บริการยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็สามารถยื่นขอเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ได้โดยยื่นแบบ ภพ.01

สำหรับผู้ประกอบการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ต้องการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) อันนี้เราต้องมาวิเคราะห์กันดีๆก่อนครับ ว่าการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) กับการไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม อันไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ซึ่งในบทความถัดไปผมจะพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดีหรือไม่

หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

  1. เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) จากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเพื่อเป็นหลักฐาน
  2. จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีดังต่อไปนี้
    • รายงานภาษีซื้อ (Input vat)
    • รายงานภาษีขาย (Output vat)
    • รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  3. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี โดยใช้แบบ ภพ.30 โดยต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

สรุปภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

ภาษีมูค่าเพิ่ม (Vat ) คือภาษีอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากๆ จากประสบการณ์เท่าที่เคยเห็นมีหลายบริษัทที่เมื่อยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท เกินจากเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องถูกเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากสรรพากรอย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรมีความรู้ความเข้าใจภาษีดังกล่าวและปฎิบัติให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่กวนใจตามมาครับ

ติดต่อมาได้เลยครับ ผมยินดีให้คำปรึกษา

ติดต่อ Line ดูรีวิวจากลูกค้า

ช่วยแชร์บทความให้หน่อยครับ