ภาษีเงินได้นิติบุคคลคืออะไร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือภาษีที่จัดเก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยจัดเก็บจากฐานกำไรสุทธิทางภาษี กล่าวคือนิติบุคคลมีกำไรมากก็ต้องเสียภาษีมาก นิติบุคคลที่มีกำไรน้อยก็จะเสียภาษีน้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน

ต้องการจดทะเบียนบริษัทด้วยตนเอง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ดูรายละเอียดได้ที่ : จดทะเบียนบริษัทออนไลน์

ท่านใดต้องการบริการรับทำบัญชี ดูรายละเอียดที่นี่ : รับทำบัญชี

ท่านใดที่ประกอบธุรกิจแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำธุรกิจในรูปแบบบริษัท หรือบุคคลธรรมดาจึงจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่ากัน ดูรายละเอียดที่ : วางแผนภาษีขายของออนไลน์

ประวัติผู้เขียน / ผู้สอน

ธเณศ คอมพิวเตอร์

สูตรในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีสูตรในการคำนวณดังต่อไปนี้

ภาษีเงินได้นิติบุคคล = กำไรทางภาษี x อัตราภาษี

จากสูตรในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าว สามารถแตกรายละเอียดออกมาได้ดังนี้

กำไรทางภาษี = กำไรทางบัญชี + ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี

ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี จริงๆแล้วมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ในที่นี้ผมขอสรุปตัวหลักๆมาให้ดังนี้ครับ

ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี = รายจ่ายต้องห้าม + รายได้เพิ่มทางภาษี

สรุปสูตรภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้

ภาษีเงินได้นิติบุคคล = (กำไรสุทธิทางบัญชี + ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี) x อัตราภาษี

ทำความเข้าใจกำไรสุทธิทางบัญชี

เมื่อคุณเปิดบริษัทเรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายบริษัทจะต้องมีการจัดทำงบการเงิน ซึ่งจะต้องมีการแสดงฐานะการเงิน และผลการดำเนินการเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้บริษัททราบตัวเลขกำไรสุทธิทางบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ในการบันทึกบัญชีจะบันทึกตามเกณฑ์สิทธิ นั่นคือจะบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่าย ตามรายการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้บันทึกรายการตามเงินสด ยกตัวอย่างเช่น สิ้นปี 2563 บริษัท A ขายสินค้าสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยส่งของให้แก่ลูกค้าแล้วเป็นจำนวน 10,000 บาท โดยบริษัท A ได้รับเงินจากลูกค้าช่วงต้นปี 2564 ในงบการเงินปี 2563 บริษัท A ต้องบันทึกรายได้เข้ามาในงบการเงินเลยเนื่องจากส่งของไปให้แก่ลูกค้าแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้รับเงินจากการขายในปี 2564 อันนี้คือความหมายของเกณฑ์สิทธิ

สูตรในการคำนวณหากำไรสุทธิทางบัญชีนั้นเป็นดังต่อไปนี้

กำไรสุทธิทางบัญชี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย

รายจ่ายต้องห้าม

รายจ่ายต้องห้ามคือรายจ่ายที่ในทางภาษีไม่ให้นำมาลงเป็นรายจ่าย ถึงแม้ว่าในทางบัญชีจะลงเป็นรายจ่ายได้ ดังนั้นรายการนี้ต้องนำมากระทบยอดโดยการบวกกลับเพื่อให้กำไรทางบัญชีให้เท่ากับกำไรทางภาษี

รายละเอียดรายจ่ายต้องห้ามสรุปรายการหลักๆดังต่อไปนี้

  1. เงินสำรอง เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ, ค่าเผื่อสินค้าล้าสมัย เป็นต้น
  2. เงินที่จ่ายเข้ากองทุน ยกเว้น เงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  3. รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เช่น บริษัทซื้อของขวัญให้เพื่อนของเจ้าของซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัท เป็นต้น
  4. ค่ารับรองหรือค่าบริการในส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
  5. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน เช่น การซื้อสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์)
  6. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ทางภาษีอากร เช่น เบี้ยปรับที่คุณยื่นแบบภาษีล่าช้า ทางบริษัทจะไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นดังกล่าวมาลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้
  7. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
  8. เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะในส่วนที่จ่ายเกินสมควร
  9. รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเอง โดยที่ไม่มีการจ่ายจริง เช่น บริษัทบันทึกค่าโบนัส และโบนัสค้างจ่ายเอาไว้ในงบการเงิน แต่พอถึงกำหนดจ่ายแล้วไม่ได้มีการจ่ายโบนัสดังกล่าวจริงๆ
  10. ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากประกันหรือสัญญาคุ้มกัน เช่น หากบริษัทเกิดเพลิงไหม้ทำให้คลังสินค้าของบริษัทเกิดความเสียหาย แต่บริษัทมีการทำประกันเอาไว้ ดังนั้นผลเสียหายดังกล่าวบริษัทจะยังไม่สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายได้ จนกว่าจะทราบผลว่าเงินประกันที่ทำเอาไว้นั้นจะครอบคลุมความเสียหายหรือไม่
  11. รายจ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการ
  12. รายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เช่น บริษัทไปซื้อสินค้าเพื่อมาซ่อมแซมอุปกรณ์สำนักงานที่เสียหาย แต่ใบเสร็จที่บริษัทได้มากลับเป็นบิลเงินสดที่ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย รวมทั้งไม่มีรายละเอียดของผู้รับเงิน รายจ่ายลักษณะนี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  13. รายจ่ายที่กำหนดจากผลกำไร เช่น รายการค่าที่ปรึกษาที่มีการคำนวณการจ่ายจากผลกำไรของบริษัท

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายต้องห้ามเพิ่มเติมที่ เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี(รายจ่ายต้องห้าม)

รายได้เพิ่มทางภาษี

รายได้เพิ่มทางภาษี คือ รายได้ที่ทางบัญชีไม่ได้บันทึกเอาไว้ในงบการเงิน แต่ในทางภาษีให้ถือเป็นรายได้ เช่น บริษัทมีเงินให้กรรมการกู้ยืมแบบไม่คิดดอกเบี้ย ในงบการเงินจึงไม่ได้มีการบันทึกดอกเบี้ยรับเข้ามาเนื่องจากบริษัทไม่ได้รับดอกเบี้ยรับจากกรรมการ แต่ในทางภาษีจะต้องมีการคำนวณดอกเบี้ยรับด้วยด้วยอัตราไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ดังนั้นรายการประเภทดังกล่าวจึงต้องมีรายการบวกกลับเข้ามาเพื่อทำให้กำไรทางบัญชีเพิ่มสูงขึ้นให้เท่ากับกำไรทางภาษี เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

แนะนำหลักสูตรเรียนออนไลน์

ธเณศ คอมพิวเตอร์

สำหรับท่านใดที่สนใจเรียนหลักสูตรออนไลน์ ดูรายละเอียดได้ดังนี้

  1. บัญชีภาษีสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่
  2. อบรมบัญชีออนไลน์ (เก็บชั่วโมง CPD CPA)

บัญชีภาษีสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ เน้นปูพื้นฐานให้สำหรับผู้ที่เพิ่งจดจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังไม่มีความรู้อะไรเลย

อบรมบัญชีออนไลน์ สามารถเก็บชั่วโมง CPD CPA ได้ (สำหรับผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชี)

การแปลงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษี

เนื่องจากการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี แต่โดยปกติแล้วบริษัทจะมีเพียงแต่กำไรสุทธิทางบัญชี ตามที่ผู้ทำบัญชีของบริษัทบันทึกรายมา ดังนั้นบริษัทจึงต้องมีการกระทบยอดรายการเพิ่มเติมจากกำไรสุทธิทางบัญชี เพื่อให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษี ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลดังต่อไปนี้

กำไรทางภาษี = กำไรทางบัญชี + ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบัน จะแบ่งได้ออกเป็น 2 กรณี นั่นคือกรณีบริษัทที่เป็น SME จะเสียภาษีในอัตรา 0% – 20% ตามช่วงของกำไร สำหรับบริษัทที่ไม่ใช่ SME จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเดียวคือ 20% สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางนี้

เปรียบเทียบอัตราภาษี SME vs Non SME

ความหมายของ SME คือนิติบุคคลที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นิติบุคคลที่ไม่ใช่ SME คือเป็นนิติบุคคลที่มีทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท หรือรายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท

ตัวอย่างในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัท A มีกำไรสุทธิทางบัญชีตามงบการเงินเป็นจำนวน 3,000,000 บาท โดยบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของพ่อ แม่ ผู้บริหาร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการเป็นจำนวน 200,000 (รายการนี้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม) สามารถคำนวณกำไรทางภาษีได้ดังต่อไปนี้

กำไรทางภาษี = กำไรทางบัญชี + ผลแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี

กำไรทางภาษี = 3,000,000 + 200,000 = 3,200,000 บาท

กำไรทางภาษีของบริษัทนั้นอยู่ที่ 3,200,000 บาท เนื่องจากไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของพ่อ แม่ ผู้บริหารมาเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้ (แต่ในทางบัญชีค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นส่วนหักอยู่ในกำไรทางบัญชี) กำไรดังกล่าวจะเอามาคำนวณภาษีแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังต่อไปนี้

กรณีที่บริษัท A เป็น SME

คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณี SME

กรณีที่บริษัท A ไม่เป็น SME

คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณี Non SME

สรุปภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ถือว่าเป็นนิติบุคคล ซึ่งทุกนิติบุคคลหากประกอบธุรกิจแล้วมีกำไรสุทธิจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยการยื่นแบบ ภงด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันที่สิ้นรอบบัญชี ดังนั้นเราในฐานะผู้ประกอบการจึงควรมีความรู้ความเข้าใจภาษีดังกล่าว เพื่อที่จะได้ปฎิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง

ติดต่อมาได้เลยครับ ผมยินดีให้คำปรึกษา

ติดต่อ Line ดูรีวิวจากลูกค้า

ช่วยแชร์บทความให้หน่อยครับ