ภาษี e-service คืออะไร

e-service tax

ภาษี e-service เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐบาลไทยพยายามเรียกเก็บภาษีจากแพลทฟอร์มต่างประเทศที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการหารายได้จากประเทศไทย ในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันในทุกแง่มุมของภาษี e-service

ท่านใดต้องการบริการรับทำบัญชี ทางเรามีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้ใช้ฟรี สามารถออกเอกสารหน้าตาสวยงามผ่านโปรแกรมได้ ดูรายละเอียดที่นี่ : รับทำบัญชี

ประวัติผู้เขียน / ผู้สอน

ธเณศ คอมพิวเตอร์

ที่มาในการออกกฎหมาย e-service

หลักของกฎหมายดังกล่าวสร้างขึ้นมาเพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีดังกล่าวยังทำให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างชาติอีกด้วย

ผมยกตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีผู้ประกอบการไทย ต้องการทำธุรกิจ Search engine เพื่อให้ผู้บริโภคหาข้อมูลต่างๆได้ในโลกอินเตอร์เน็ตแบบเดียวกับ Google หากผู้ประกอบการในไทยมีรายได้จากการโฆษณาเกิดขึ้นจะถือว่าเป็นรายได้จากการให้บริการในราชอาณาจักร ซึ่งตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องเสีย Vat ที่ 7% จากยอดขายที่เกิดขึ้น ในขณะที่ทาง Google เป็นผู้ให้บริการแพลทฟอร์มจากต่างชาติที่เข้ามามีรายได้จากคนไทยแต่หากไม่ต้องเสียภาษีเลย ก็จะทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถทำธุรกิจสู้กับแพลทฟอร์มต่างชาติได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวดังนั้นจึงมีการออกกฎหมายดังกล่าวขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564

ธุรกิจที่เข้าข่าย e-service และต้องยื่นจดทะเบียนกับทางกรมสรรพากร

ธุรกิจที่เข้าข่ายภาษีดังกล่าวและต้องยื่นจดทะเบียนกับกรมสรรพากรมีอยู่ด้วยกัน  5 ธุรกิจหลักดังนี้

  1. ธุรกิจแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada เป็นต้น
  2. ธุรกิจแพลตฟอร์มโฆษณา เช่น Google, Facebook เป็นต้น
  3. ธุรกิจแพลตฟอร์มให้บริการจองโรงแรม ที่พัก และการเดินทางต่างๆ เช่น Agoda, Booking.com เป็นต้น
  4. ธุรกิจแพลตฟอร์มที่ให้บริการเป็นตัวกลาง เช่น Grab, Line Man เป็นต้น
  5. ธุรกิจแพลตฟอร์มที่ให้บริการออนไลน์ เช่น Youtube, Netflix, App store, Play store เป็นต้น

สำหรับรายชื่อธุรกิจที่เข้าข่ายภาษี e-service ข้างต้น เราสามารถตรวจสอบรายชื่อกับเว็บกรมสรรพากรได้ ที่นี่เลยครับ

ภาษี  E-service เกี่ยวข้องอะไรกับเรา

จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ e-service ที่กล่าวเอาไว้ในหัวข้อก่อนล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งสิ้น หากลองพิจารณาจากรายชื่อ App ต่างๆล้วนแล้วแต่เป็น App ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งสิ้นทั้ง Shopee, Lazada, Google, Facebook, Agoda, Booking.com, Grab, Line Man, Youtube, Netflix, App store, Play store

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเรียกเก็บภาษี e-service จากผู้ประกอบการดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อเราแน่ๆในแง่ของภาระต้นทุนทางภาษีที่สูงขึ้น เริ่มจากผู้ประกอบการแพลทฟอร์มต่างชาติที่มีอำนาจในการต่อรองสูงสุดก็จะผลักภาระภาษีมาให้แก่พ่อค้า แม่ค้า ออนไลน์ รวมถึงผู้บริโภคในที่สุด

การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นต้องทำอย่างไร

ก่อนที่จะอธิบายหัวข้อนี้ ต้องอธิบายหลักเกณฑ์ในการปฎิบัติเดิมก่อนว่า แต่เดิมผู้ประกอบการที่จด Vat และมีการจ่ายค่าบริการให้แพลทฟอร์มต่างประเทศ จะต้องยื่นและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบฟอร์ม ภพ.36 อยู่แล้ว ซึ่งทางรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีจากกลุ่มนี้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับภาษี e-service สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่จด Vat อยู่แล้วก็ให้ทำแบบเดิมไปคือให้นำส่งและยื่นแบบ ภพ.36 เมื่อมีการจ่ายค่าบริการให้แก่แพลทฟอร์มต่างประเทศ

แต่กลุ่มที่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ นั่นคืออลูกค้ากลุ่มบุคคลทั่วๆไปที่ไม่ได้จด Vat แต่มีการจ่ายค่าบริการให้แก่แพลทฟอร์มต่างประเทศ ดังนั้นในส่วนนี้การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลทฟอร์มต่างประเทศ โดยจะต้องไปดำเนินการดังนี้

  1. ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มต่างประเทศ มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  2. นำส่งภาษีให้สรรพากรเป็นประจำทุกเดือนด้วยแบบ ภพ.30 สำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่ได้จด Vat

เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ผมทำสรุปมาเป็นตารางเพิ่มเติมให้ดังต่อไปนี้

ตารางสรุปภาษี e-service

กรณีใช้แพลทฟอร์มโฆษณาของ Google Facebook พ่อค้า แม่ค้า ออนไลน์ ต้องเสียภาษีอย่างไร

  1. ในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน Vat อยู่แล้ว จะต้องไปกรอกข้อมูลและส่งหลักฐานการจดทะเบียนให้แก่ทางแพลทฟอร์ม
  2. สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน Vat อยู่แล้วจะเสียภาษีเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือให้ยื่น และนำส่งภาษีโดยใช้แบบ ภพ.36 เหมือนเดิม
  3. สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน Vat จะเสียค่าบริการเพิ่มขึ้นอีก 7% และทางแพลทฟอร์มต่างประเทศ จะเป็นผู้นำส่งภาษีในส่วนนี้ให้แก่กรมสรรพากรเอง

สรุป

ภาษี e-service เป็นภาษีรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทางรัฐบาลสามารถเรียกเก็บภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นระหว่างผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างประเทศ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ

ติดต่อมาได้เลยครับ ผมยินดีให้คำปรึกษา

ติดต่อ Line ดูรีวิวจากลูกค้า

ช่วยแชร์บทความให้หน่อยครับ